นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ดัชนีผลิตภาพแรงงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของแรงงานในการผลิตสินค้าและบริการต่อชั่วโมงทำงาน เติบโตอย่างไม่หวือหวาแค่ 1.4% ต่อปีเท่านั้น แถมในปี 2022 ยังลดลง 1.7% โดยถือเป็นการตกต่ำครั้งใหญ่สุดในรอบสี่ทศวรรษ[1] แต่หากการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างแพร่หลายช่วยพลิกสถานการณ์ดังกล่าวได้ ก็จะทำให้อัตราการเติบโตของผลิตภาพโดยเฉลี่ยในระยะยาวฟื้นกลับมาอยู่ที่ 2.2% ซึ่งเป็นตัวเลขหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และ GDP ของสหรัฐฯ ก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับ 15,000 ต่อครัวเรือน[2]
ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็มีปัญหาด้านผลิตภาพที่ไม่แตกต่างกัน แต่ AI อาจจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยการช่วยให้พนักงานมีเวลาทุ่มเทความสนใจให้กับงานสำคัญและส่วนที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่และกลุ่มแรงงานทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประเทศต่างๆ จัดการปัญหาท้าทายด้านอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงาน หนี้ เงินเฟ้อ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ในบรรดา AI แบบต่างๆ AI เชิงสร้างสรรค์ ถูกนำมาใช้และเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นหลังจาก ChatGPT เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 จากข้อมูลของ Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำ AI เชิงสร้างสรรค์กลายเป็น AI ที่มีวุฒิภาวะ (Maturity) มากที่สุดเมื่อเทียบกับ AI แบบอื่นๆ โดยมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดหลายด้านที่ก่อให้เกิดคุณค่าและการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังคุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างคงที่ตลอดระยะเวลา 2-5 ปีนับจากนี้[3]

ที่มาของรูปภาพ: https://www.zdnet.com/article/generative-ai-tops-gartners-top-25-emerging-technologies-list-for-2023/
เนื่องจากบริษัทและพนักงานเริ่มจะหันมาใช้ AI เชิงสร้างสรรค์กันมากขึ้น Goldman Sachs จึงประมาณการณ์ว่าผลิตภาพทั่วโลกจะเติบโตขึ้นประมาณ 7% ต่อปี ในช่วงระยะเวลา 10 ปีถัดจากนี้[4] นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งนี้ยังพยากรณ์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้งานประจำถึง 300 ล้านตำแหน่งหายไป[5] แต่ในขณะเดียวกันก็จะสร้างงานใหม่ขึ้นมาหลายร้อยประเภทด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุน AI กลับเห็นตรงกันข้าม และให้ความเห็นว่าแทนที่จะทำให้เกิดการลดตำแหน่งงานในวงกว้าง เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะจะเพิ่มความคล่องตัว สร้างแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ตลอดจนเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ถึงแม้ว่าคนงานจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และบางรายต้องเปลี่ยนอาชีพ หากการเปลี่ยนงานและความเสี่ยงต่างๆ ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและเพียงพอ AI เชิงสร้างสรรค์จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างโลกที่มีความยั่งยืนและเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น[6]
แน่นอนว่าท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่สภาพคล่องตึงตัวและอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูง บริษัทต่างๆ อาจประสบปัญหากับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำ AI มาใช้ หรือเพิ่มพูนทักษะให้กับพนักงาน ข่าวดีก็คือยังมีโซลูชันแบบก้าวหน้าที่น่าสนใจ ซึ่งอยู่ในรูปของสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันที่นำเสนอโดย EquitiesFirst
ผลกระทบต่อโลกจริง
การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการลงทุนในลักษณะดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญและสามารถวัดผลได้
รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเชตต์ได้ประเมินวัดผลกระทบของเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ต่อผลิตภาพของพนักงานบริการลูกค้าในบริษัทซอฟต์แวร์ที่ติดอันดับ Fortune 500 เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงในสเกลใหญ่ขนาดนี้[7]
ผลการศึกษาพบว่า ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นมานั้นเห็นได้ชัดเจนน้อยกว่าการทดลองที่ผ่านๆ มา สาเหตุอาจเป็นเพราะขั้นตอนการทำงานในโลกแห่งความจริงซับซ้อนกว่างานในห้องปฏิบัติการที่เรียบง่ายกว่า แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าตกใจ เพราะพนักงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์มีผลิตภาพมากกว่าพนักงานที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านั้นถึง 14% โดยเฉลี่ย
ที่น่าสังเกตก็คือ คนงานที่มีทักษะฝีมือต่ำที่สุดมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 35% ตรงกันข้ามกับกลุ่มคนงานที่มีทักษะฝีมือสูงที่สุด ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์จาก AI เลย หรือได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ ผลการศึกษาอีกสองโครงการที่ทำการวิจัยในสภาพแวดล้อมแบบควบคุมพบว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจที่ใช้ AI สามารถจัดทำเอกสารธุรกิจได้มากกว่าเดิม 59% ต่อชั่วโมง[8] วนโปรแกรมเมอร์ที่ใช้ AI สามารถเขียนโปรเจกต์ได้มากขึ้นถึง 126% ต่อสัปดาห์[9] การศึกษาเหล่านี้พบว่า AI ช่วยลดช่องว่างระหว่างกลุ่มพนักงานที่มีทักษะฝีมือด้อยที่สุดกับกลุ่มพนักงานที่มีทักษะฝีมือมากที่สุดได้
ผลการศึกษาทุกโครงการพบว่า การใช้ AI ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อชั่วโมง ทว่าการศึกษาเกี่ยวกับการเขียนเอกสารธุรกิจนั้นพบว่าคุณภาพของงานยังเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย สาเหตุอาจเป็นเพราะพนักงานที่ใช้ AI สามารถจัดทำเนื้อหาเอกสารร่างแรกได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก จึงมีเวลาแก้ไขและปรับปรุงเนื้อหาเอกสารเวอร์ชันสุดท้ายได้มากขึ้น
รูปแบบการใช้ประโยชน์นับไม่ถ้วน
แน่นอนว่า ปัจจุบันมีการนำ AI ไปใช้กันอย่างแพร่หลายในรูปแบบต่างๆ มากมาย โดยไม่จำกัดอยู่แค่การสร้างเนื้อหาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การอนุมัติสินเชื่อแบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการวินิจฉัยทางการแพทย์ขั้นสูง นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้บรรเทาปัญหารถติด จัดทำเนื้อหาบทเรียนที่เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งปูทางไปสู่การสร้างระบบอัตโนมัติและปรับปรุงกระบวนการทำงานในด้านการผลิต โลจิสติกส์ และการบริการลูกค้า
ผลกระทบของ AI ต่อประสิทธิภาพองค์กรพบเห็นได้ในวงกว้างและมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น Walmart นำ AI มาใช้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงธุรกิจทุกด้าน ตั้งแต่การจัดการสต็อกสินค้าและคลังสินค้า ไปจนถึงกำหนดเวลาจัดส่งสินค้า โดยบริษัทอ้างว่าเทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพของพนักงานได้ถึง 15%[10]
คุณประโยชน์ที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดของ AI ก็คือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แต่บริษัทที่ต้องการนำ AI ไปใช้และเพิ่มพูนทักษะฝีมือของพนักงานเพื่อใช้ AI จำเป็นต้องลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเสียก่อน ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงและธนาคารลังเลไม่อยากปล่อยสินเชื่อ ผลก็คือ บริษัทต่างๆ ไม่สามารถลงทุนทรัพยากรให้เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์จาก AI และเทคโนโลยีดิจิทัลแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเพิ่มผลิตภาพ[11] ผลกำไรระยะสั้นหยุดชะงักลง และอาจส่งผลเสียต่อการอยู่รอดในระยะยาว
สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยเร่งการเพิ่มผลิตภาพด้วย AI
สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะช่วยให้นักลงทุนระยะยาวและผู้ประกอบการนำคริปโตหรือตราสารทุนมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ เพื่อนำไปลงทุนที่เกี่ยวกับ AI หรืออัปเกรดฟังก์ชันการทำงานของ AI ในบริษัทของตัวเอง
นักลงทุนสามารถขอสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ประกันเพื่อนำเงินทุนที่ได้ไปลงทุนกับสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI ที่มีให้เลือกหลากหลายกว่าที่เคย โดยไม่เสียโอกาสในการรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในกรณีที่สินทรัพย์ในพอร์ตมีราคาสูงขึ้นในอนาคต
[1] https://www.reuters.com/markets/us/us-fourth-quarter-labor-costs-revised-higher-productivity-growth-lowered-2023-03-02/
[2] https://www.mckinsey.com/mgi/our-research/rekindling-us-productivity-for-a-new-era#at-a-glance
[3] https://www.zdnet.com/article/generative-ai-tops-gartners-top-25-emerging-technologies-list-for-2023/
[4] https://edition.cnn.com/2023/03/29/tech/chatgpt-ai-automation-jobs-impact-intl-hnk/index.html#:~:text=300%20million%20jobs%20could%20be%20affected%20by,of%20AI%2C%20says%20Goldman%20Sachs&text=As%20many%20as%20300%20million,according%20to%20Goldman%20Sachs%20economists.
[5] https://edition.cnn.com/2023/03/29/tech/chatgpt-ai-automation-jobs-impact-intl-hnk/index.html#:~:text=300%20million%20jobs%20could%20be%20affected%20by,of%20AI%2C%20says%20Goldman%20Sachs&text=As%20many%20as%20300%20million,according%20to%20Goldman%20Sachs%20economists.
[6] https://www.mckinsey.com/capabilities/mckinsey-digital/our-insights/the-economic-potential-of-generative-ai-the-next-productivity-frontier
[7] https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-04-24/generative-ai-boosts-worker-productivity-14-new-study-finds
[8] https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=4375283
[9] https://arxiv.org/abs/2302.06590
[10] https://www.cnbc.com/2023/03/27/how-walmart-is-using-ai-to-make-shopping-better.html
[11] https://www.ft.com/content/21384711-3506-4901-830c-7ecc3ae6b32a
