ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มหันมาใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางของหลายประเทศกำหนดอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์มาเกือบ 15 ปี เดิมทีก็เพื่อพยุงเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤติการเงินในปี 2008 ตามมาด้วยการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 แต่ว่าก่อนจะเกิดยุคแห่งมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยในประเทศกำลังพัฒนาในฝั่งตะวันตกก็มีแนวโน้มลดต่ำลงมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แล้ว[1]
โดยมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่มีบทบาททำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงในระยะยาว อย่างแรกคืออัตราการเติบโตของประเทศตะวันตกชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการเงินลงทุนลดลง แม้แต่ในตอนที่มีการขยายสินเชื่อโดยอาศัยเงินออมของประชากรที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุในประเทศร่ำรวย และกลุ่มชนชั้นกลางผู้มั่งคั่ง (Mass Affluent) ในประเทศเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ นโยบายทางการเงินยังได้รับความเชื่อถือมากขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกได้รับอิสระมากขึ้นและต้องดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเพื่อตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อสูงในช่วงปี 1970 ที่ลุกลามมาจนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความคาดหวังว่าภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังต่ำอยู่อย่างนั้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายทางการเงินจะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำตามความคาดหวัง ในขณะเดียวกัน โลกาภิวัตน์และการส่งออกสินค้าจากจีนก็ทำให้สินค้าทั่วโลกมีราคาลดลง
ทว่าในปี 2022 ราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งขึ้นสูง บวกกับปัญหาคอขวดในการผลิต (supply bottlenecks) และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวหลังจากการระบาดใหญ่ ทำให้ภาวะเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง
เพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ในระดับที่สูงสุดในรอบ 22 ปี จากตัวเลขเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023[2]
เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อบริษัทธุรกิจและผู้บริโภคก่อน ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่ภาคส่วนอื่นๆ ในเศรษฐกิจจะรับรู้ผลกระทบอย่างเต็มที่ เราอาจจะได้เห็นการผิดนัดชำระหนี้องค์กรและหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งเกิดแรงกดดันต่อรายได้และผลกำไรของธุรกิจ
สำหรับนักลงทุนแล้ว ผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยยิ่งรุนแรงขึ้นเนื่องจากธนาคารยอมรับความเสี่ยงได้น้อยลง[3] จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตลอดจนวิกฤติความเชื่อมั่นของผู้บริโภคซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารในสหรัฐ[4] และยุโรป[5] เพิ่มความเข้มงวดให้กับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงจะทำให้ความต้องการเงินลดลงก็ตาม
แล้วจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น
ผู้คนมีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ถึงแม้ว่าในที่สุดภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ[6] ยุโรป[7] และประเทศอื่นๆ จะมีแนวโน้มลดลงแล้ว แต่ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายได้ออกมาเตือนว่ายังเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้อีกระยะหนึ่ง[8] และเป็นไปได้ยากที่อัตราดอกเบี้ยจะกลับมาต่ำใกล้ศูนย์อีกครั้งในอนาคตอันใกล้
เหตุผลอย่างหนึ่งเป็นเพราะ แม้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงแล้ว แต่ก็อาจจะไม่ได้กลับมาต่ำเหมือนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากโลกาภิวัฒน์เสื่อมถอยลง ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในจีนและตลาดเกิดใหม่อื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เรายังอาจจะได้เห็นความต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 ดังนั้น ความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในขณะที่สถาบันให้กู้ยืมแบบเก่าตัดสินใจไม่ลงมาเล่นในภาคส่วนธุรกิจนี้
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายทางการเงินอาจจะมีความน่าเชื่อถือน้อยลง เนื่องจากไม่สามารถทำให้เงินเฟ้อลดต่ำลงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการคาดการณ์ว่าภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่จึงอาจจะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า อัตราดอกเบี้ยที่ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนความคาดหวังและเป็นมาตรการจำเป็นนั้น จะปรับสูงขึ้นอีกและคงอยู่อย่างนั้นไปอีกนานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
จึงดูเหมือนว่ายุคของการหาเงินง่ายๆ จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วอย่างแน่นอน
สินเชื่อภาคเอกชนจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลให้วิกฤติสินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) ยิ่งทวีความรุนแรง ดังนั้น[9] สินเชื่อภาคเอกชนจึงกลายเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญมากขึ้นในการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืนและหาเงินทุนสำหรับใช้ในการลงทุน ในบรรดาสินเชื่อประเภทต่างๆ สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันได้รับความนิยมอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งสร้างสภาพคล่องที่มีความเสถียรทั้งสำหรับบริษัทและบุคคลทั่วไป
EquitiesFirst มีประสบการณ์ถึง 20 ปีในการให้สินเชื่อแบบก้าวหน้าในลักษณะดังกล่าว ซึ่งออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของสินเชื่อแบบดั้งเดิม สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันจาก EquitiesFirst เป็นข้อตกลงการขายและการซื้อคืนระยะยาวที่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การนำเงินไปใช้ อีกทั้งยังกำหนดอัตราดอกเบี้ยย่อมเยา เมื่อสิ้นสุดระยะสัญญา EquitiesFirst จะคืนหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับนักลงทุนในจำนวนเท่าเดิม ไม่ว่าราคาของหลักทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม
เนื่องจากเป็นการทำสัญญาแบบไม่มีสิทธิไล่เบี้ย (Non- Recourse) ความสูญเสียสูงสุดที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนจะไม่เกินไปกว่าหุ้นที่โอนให้กับเราในตอนแรกเท่านั้น
นอกจากนี้ เรายังเป็นบริษัทเอกชน หมายความว่า เราไม่ได้พึ่งเงินทุนหรือสินเชื่อจากภายนอกที่จะถูกถอนออกไปในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดวิกฤติ และไม่ได้จัดการเงินทุนจากนักลงทุนภายนอกด้วย
ที่สำคัญคือ เรายังพยายามจำกัดความเสี่ยงด้วยกระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีซับซ้อนมากขึ้นในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และการบริหารความเสี่ยง
ไม่เพียงเท่านั้น เรายังลงทุนในขีดความสามารถด้านการวิจัยของบริษัท เพื่อจะได้คว้าและใช้ประโยชน์จากทุกโอกาสอย่างเต็มที่ รวมถึงจัดการหลักประกันด้วยความรอบคอบ โดยเราจะอนุมัติสินเชื่อที่ใช้หุ้นเป็นหลักประกันหลังจากวิเคราะห์พื้นฐานและสัญญาณทางเทคนิคของหุ้นอย่างละเอียดแล้วเท่านั้น อีกประการหนึ่ง เรายังมีพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงในภาคธุรกิจและภูมิภาคต่างๆ เพื่อบรรเทาความเสี่ยงในตลาดด้วย
เรามองว่าทุกข้อตกลงเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในระยะยาว และหลีกเลี่ยงการใช้กลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงและใช้เลเวอเรจสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยสร้างปัญหาอย่างมากให้กับธนาคารเอกชนและลูกค้าในอดีต และอาจจะยังคงก่อปัญหาให้กับองค์กรเหล่านี้ในยุคสมัยที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว
[1] https://blogs.deloitte.co.uk/mondaybriefing/2023/02/a-higher-new-normal-for-interest-rates.html
[2] https://www.nbcnews.com/business/economy/interest-rate-hike-july-2023-how-much-higher-federal-reserve-rcna96210
[3] https://www.spglobal.com/marketintelligence/en/news-insights/latest-news-headlines/european-loan-growth-cools-as-banks-tighten-lending-standards-71731259
[4] https://www.cnbc.com/2020/08/03/banks-say-they-are-tightening-lending-standards-even-as-demand-for-money-falls.html
[5] https://www.spglobal.com/marketintelligence/en/news-insights/latest-news-headlines/european-loan-growth-cools-as-banks-tighten-lending-standards-71731259
[6] https://apnews.com/article/inflation-prices-interest-rates-economy-federal-reserve-53d93610b5ccaacd097853593f29bc26
[7] https://www.ft.com/content/5dfccc86-f490-4841-9397-7ef399edef57
[8] https://www.cnbc.com/2023/07/26/low-fed-interest-rates-reshaped-the-us-economy-heres-whats-next.html
[9] https://www.reuters.com/business/finance/credit-squeeze-biggest-threat-economic-outlook-asset-managers-2023-04-19/
