ลงทุนต่อเนื่องแม้ในภาวะวิกฤติสภาพคล่อง

ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ พากันเลิกใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงศูนย์ที่ใช้กันมาเนิ่นนาน ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องก็ยิ่งทวีแรงกดดันในตลาดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงและการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ในบริบทของการเทรดสินทรัพย์นั้น สภาพคล่องเป็นเครื่องมือชี้วัดว่าสินทรัพย์และหลักทรัพย์ตัวใดสามารถซื้อและขายได้ง่ายโดยที่ไม่ทำให้ราคาตลาดเปลี่ยนแปลง แต่ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ปรากฏว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 สภาพคล่องในตลาดวอลล์สตรีทลดลงอย่างมาก โดยมีปริมาณการเทรดค่อนข้างน้อย ทำให้เกิดการเหวี่ยงของราคา แม้ในตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก[1]

ปรากฏการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการออกข้อบังคับในช่วงที่มีวิกฤติทางการเงินในปี 2008 ซึ่งทำให้ธนาคารต้องสำรองสินทรัพย์คุณภาพดี (Capital cushion) มากขึ้นเพื่อปกป้องงบดุลของตนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ผลก็คือ ธนาคารถือหุ้นและพันธบัตรสำหรับการสร้างสภาพคล้องน้อยลง ทำให้ธนาคารไม่สามารถเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดการเงินได้เหมือนเก่า

ในเดือนมีนาคม 2020 ได้เกิดวิกฤติสภาพคล่องเป็นช่วงสั้นๆ เมื่อโรคโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน แต่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ตัดสินใจอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบการเงินอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคระบาด ทำให้ตลาดอยู่ในภาวะกระทิงนานถึงปีครึ่ง ทว่าตลาดกระทิงก็สิ้นสุดลงเนื่องจากเงินเฟ้อทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารของประเทศอื่นๆ ต้องเริ่มเข้ามาควบคุมสภาพคล่อง

การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของสภาพคล่อง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ระบุไว้ในรายงานเสถียรภาพระบบการเงินฉบับล่าสุดว่า สภาพคล่องในหลายๆ ตลาดลดลงตั้งแต่ปลายปี 2021 เป็นต้นมา รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสัญญาฟิวเจอร์สในดัชนี S&P 500 และน้ำมันด้วย[2] ข้อมูลจากนักลงทุนรายใหญ่และธนาคารระบุว่า สภาพคล่องในตลาดสหรัฐฯ ในช่วงแรกของครึ่งหลังปี 2022 อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดในวันแรกๆ

ผู้กำหนดนโยบายพบปัญหาโครงสร้างในระดับรากฐานที่อาจจะทำให้ปัญหาสภาพคล่องยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก[3] ดังนั้น พวกเขาจึงเสนอมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากมายเพื่อรับประกันว่าตลาดรองจะสามารถมอบสภาพคล่องให้กับทุกคนได้อย่างเพียงพอในช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องการมันมากที่สุด ข้อเสนอดังกล่าว ได้แก่ การปรับเปลี่ยนระดับการสำรองสินทรัพย์ของธนาคาร การศึกษาข้อดีของการเคลียริงธุรกรรมการค้าจากส่วนกลางเพื่อให้สถาบันคนกลางแบกรับความเสี่ยงจากคู่สัญญาน้อยลง การส่งเสริมให้ผู้ซื้อและผู้ขายทำธุรกรรมการค้ากันโดยตรงโดยไม่ต้องใช้ธนาคารเป็นคนกลาง และการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับผู้ร่วมตลาดที่เป็นฝ่ายสร้างสภาพคล่องส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่ข้อเสนอเหล่านี้จะได้รับการยอมรับและบังคับใช้ แต่ในระหว่างนี้ ตลาดอาจอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

สภาพคล่องเบาบางสร้างความเสียหายหนักในช่วงตลาดหมี

Mohamed El-Erian นักเศรษฐศาสตร์และนักวิจารณ์ทางการเงินที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก เชื่อว่า ถึงแม้ตลาดจะสะท้อนความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว แต่ยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงด้านสินเชื่อ สภาพคล่อง และการทำหน้าที่ของตลาดอย่างเพียงพอ[4] เขาระบุว่า เมื่อโพสิชันเลเวอร์เรจทั้งหมดที่อาศัยการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปิดลง ตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันให้เทขายมากขึ้น และเมื่อดูจากสภาพคล่องในปัจจุบัน เป็นไปได้ว่าการปิดโพสิชันเหล่านั้นอาจทำให้นักลงทุนต้องจ่ายในราคาแพง

ในภาวะตลาดหมีครั้งที่ผ่านๆ มา กลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนมักจะเป็นการมองในระยะยาวและคงโพสิชันเอาไว้ แทนที่จะขายแล้วค่อยกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้งในอนาคต[5] เพราะนอกจากการพยายามหาจุดต่ำสุดของตลาดจะเป็นเรื่องไร้ประโยชน์แล้ว การขายสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่ตลาดอ่อนแอไร้สภาพคล่อง ยังทำให้นักลงทุนจำต้องยอมขายสินทรัพย์ในราคาต่ำกว่ามูลค่าอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสสำหรับคนที่สามารถรับมือกับตลาดได้อย่างมั่นใจในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ นักลงทุนที่ต้องการเงินทุนเพิ่มเพื่อไปกว้านซื้อสินทรัพย์ราคาถูก กระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน หรือไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น อาจจะพิจารณาขอสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันได้ เทคนิคนี้จะช่วยให้นักลงทุนได้รับแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพโดยไม่เสียโอกาสในการทำกำไรเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นมาในอนาคต อีกทั้งยังช่วยให้ถือโพสิชันไว้จนกว่าภาวะสภาพคล่องจะดีขึ้น แล้วค่อยขายตอนที่ความเสียหายน้อยลง เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา สภาพคล่องก็จะกลับมาด้วย เพราะนักลงทุนที่ถอยห่างจากตลาดจะกลับมาอีกครั้ง

ถึงกระนั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าต้องรอนานแค่ไหน หลายคนพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดในช่วงหลายเดือนถัดจากนี้อย่างมั่นใจ แม้แต่คนที่ก่อนหน้านี้เคยยอมรับว่าจะเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมือง[6] จริงๆ แล้วยังไม่มีคำตอบอย่างชัดเจนสำหรับคำถามสำคัญๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก เป็นต้นว่า ภาวะเงินเฟ้อจะอยู่กับเราไปอีกนานเท่าไหร่และอุปสงค์จะลดลงไปอีกแค่ไหน

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพคล่องอาจทำให้ครึ่งหลังของปี 2022 สร้างความท้าทายให้กับนักลงทุนไม่ต่างจากครึ่งแรกของปีเลย Equities First ช่วยให้ผู้ถือหุ้นระยะยาวฝ่าฟันความท้าทายเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นโดยการเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ พร้อมข้อกำหนดที่น่าสนใจ


[1] https://www.ft.com/content/8bf44db8-8c6b-4376-b11c-b59422c0604e

[2] https://www.federalreserve.gov/publications/files/financial-stability-report-20220509.pdf

[3] https://www.ft.com/content/8bf44db8-8c6b-4376-b11c-b59422c0604e

[4] https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-07-01/el-erian-says-receding-liquidity-is-biggest-risk-to-markets#xj4y7vzkg

[5] https://www.morganstanley.com/articles/top-5-investor-mistakes

[6] https://www.reuters.com/markets/europe/sp-500-seen-little-higher-by-end-2022-strategists-2022-08-24/