รับมือกับการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization): คว้าโอกาสจากในประเทศ

เศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ มาตั้งแต่ยุค 1980 แต่ว่ากระบวนการดังกล่าวอาจจะกำลังหมุนย้อนกลับ สงครามในยูเครน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างชาติตะวันตกกับจีน และการล็อกดาวน์ในเมืองใหญ่ของจีนที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ล้วนแต่ชวนให้เกิดความคิดที่ว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จำเป็นต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น Larry Fink ประธานกรรมการของบริษัท BlackRock แสดงความคิดเห็นไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า บริษัทต่างๆ และรัฐบาลจะต้องทบทวนการพึ่งพาประเทศอื่นๆ

มุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะนี้จะทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน รวมทั้งทำให้นักลงทุนเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรเงินทุนของตัวเอง บริษัทหลายแห่งพบว่าพวกเขาต้องทบทวนแนวทางการผลิตสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งการปรับสมดุลดังกล่าวได้เพิ่มความหนักใจให้กับนักลงทุนที่กังวลกับเงินเฟ้ออยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากการเปลี่ยนมาจัดหาสินค้าและวัตถุดิบภายในประเทศจะทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคสูงขึ้น

ภาวะถดถอยของกระแสโลกาภิวัตน์สะสมแรงกระเพื่อมมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าทั่วโลกที่ลดลงจาก 27% ของ GDP โลกในปี 2008 เหลือเพียง 19% ในปี 2021 ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เพียงเร่งให้กระบวนการนี้เกิดเร็วขึ้นเท่านั้น

ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้บริษัทหลายแห่งในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกแบบดั้งเดิมเป็นหลักต้องตัดตัวเองออกจากตลาดต่างประเทศ และหันมาให้ความสำคัญการตอบสนองความต้องการภายในประเทศแทน และตอนนี้ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น (Resilience) ของห่วงโซ่อุปทานแทนการเน้นประสิทธิภาพแบบแต่ก่อน รวมทั้งต้องทบทวนว่าควรทำการผลิตและขายสินค้าที่ไหน

การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นตามมาส่งผลทำให้ทั้งประเทศ บริษัท และผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำการค้าและห่วงโซ่คุณค่า

เลือกผู้ชนะกลุ่มใหม่

การรับมือกับการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ทำได้หลายวิธี สำหรับผู้ส่งออก ควรเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการให้บริการผู้บริโภคในประเทศแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย สำหรับผู้นำเข้า สิ่งสำคัญคือต้องหาแนวทางการผลิตใหม่ๆ เช่น ใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนให้กระบวนการต่างๆ เป็นอัตโนมัติ หรือกำจัดงานบางอย่างทิ้งไป

ในอนาคตอันใกล้ การทวนกระแสโลกาภิวัตน์มีแนวโน้มว่าจะเติบโตช้าลง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผลกำไรของบริษัท รวมถึงการลงทุนในตราสารทุนด้วย

ระหว่างการประชุม IMF ประจำฤดูใบไม้ผลิ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Jerome Powell ประธานธนาคารกลางของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า การทวนกระแสโลกาภิวัตน์จะทำให้ "โลกแตกต่างไปจากเดิม" อย่างแน่นอน

"โดยอาจจะเป็นโลกที่มีเงินเฟ้อสูงขึ้น การผลิตน้อยลง แต่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม" Jerome Powell กล่าว "ห่วงโซ่อุปทานเดิมของเรามีประสิทธิภาพอย่างมาก แต่ก็เปราะบางอย่างมากเช่นกัน"

ท่ามกลางอุปสรรคท้าทายทางเศรษฐกิจระดับมหภาคทั้งหลาย การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ก็ได้สร้างโอกาสมากมายให้กับรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับผู้ประกอบการและผู้ถือหุ้นที่ให้การสนับสนุนธุรกิจเหล่านั้น

คว้าโอกาส

เนื่องจากต้องย้ายฐานการผลิตหรือมองหาลูกค้าที่อยู่ใกล้กับที่ตั้งของตัวเองมากขึ้น บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องลงทุนในวิธีการผลิตหรือขายสินค้าแบบใหม่ และสิ่งเป็นทางออกของปัญหาทางธุรกิจประเภทนี้ก็คือเทคโนโลยี

ซอฟต์แวร์, Internet of Things, การเชื่อมต่อแบบ 5G และการส่งมอบสิ่งต่างๆ ในฐานะบริการ (XaaS) กำลังมาแรงและได้รับความสนใจอย่างมากท่ามกลางวัฏจักรการเติบโตและการหดตัวแบบใหม่ของการทวนกระแสโลกาภิวัตน์

ในอดีต ธุรกิจจะพยายามย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศตะวันตกไปยังประเทศเอเชียเนื่องจากแรงงานมีราคาถูก แต่ในบางกรณี เทรนด์นี้เปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้ามแล้ว ตัวอย่างเช่น ต้นทุนค่าแรงในจีนยังคงต่ำกว่าค่าแรงในสหรัฐฯ แต่ว่าค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ไม่ได้ราคาถูกเหมือนค่าแรง ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน พลังงาน ค่าขนส่ง หรือวัตถุดิบ ซึ่งการนำระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้

ก้าวสู่การเติบโต

สำหรับบริษัทที่ต้องการปรับและเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้ทวนกระแสโลกาภิวัฒน์มากขึ้น การลงทุนในระบบโลจิสติกส์ โทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอาจจะเป็นโอกาสที่น่าสนใจไม่น้อย XaaS (คำที่ใช้เรียกผลิตภัณฑ์และเครื่องมือ IT หลากหลายรูปแบบที่อยู่บนระบบคลาวด์อย่างกว้างๆ โดยเป็นบริการที่มอบให้กับผู้ใช้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต) นำเสนอบริการทดแทนประเภทที่คล้ายคลึงกันหรือระบบอัตโนมัติให้กับบริษัทที่ต้องการจะเริ่มต้นการดำเนินงานภายในประเทศขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว

บริษัทวิจัยตลาดคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นของภาคธุรกิจ XaaS จะอยู่ระหว่าง 24% ถึง 28% จนถึงปี 2028 โดยมีมูลค่าตลาดตั้งแต่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 ปัจจุบัน XaaS เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในหลายธุรกิจ เช่น ประกันภัย การผลิต การรักษาพยาบาล และการเงิน

การคว้าโอกาสใหม่ๆ อย่างรวดเร็วมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเมื่อเป็นเรื่องของการลงทุนในตราสารหนี้ ผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในระยะยาวจะมีข้อได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด เพราะสามารถนำสินทรัพย์ดังกล่าวมาสร้างสภาพคล่องเพื่อนำไปลงทุนในกิจการใหม่ๆ

การจัดหาเงินทุนแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นแหล่งเงินทุนที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับนักลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited investor) นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง (Professional investor) และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง (Qualified investor) กลุ่มอื่นๆ ที่ต้องการเงินทุน โดยที่ไม่เสียสิทธิ์ใดๆ ในการรับผลตอบแทนระยะยาวจากการถือตราสารทุน โดยในช่วงเวลาที่ระดับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นและสภาพคล่องทางการเงินตึงตัว การสามารถเข้าถึงเงินทุนที่มีความยืดหยุ่นได้อย่างรวดเร็วนั้นจะยิ่งสำคัญกว่าที่เคย