จุดศูนย์ถ่วงของสินเชื่อภาคเอกชนเปลี่ยนมาอยู่ในเอเชีย

ผู้ให้บริการสินเชื่อภาคเอกชนกำลังหันมาสนใจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ธุรกิจสินเชื่อภาคเอกชนในเอเชียแปซิฟิกนับเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาไปไกลกว่า แต่เมื่อมีการคาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการเงินทุนในเอเชียจะสูงกว่าประเทศตะวันตกในอนาคตอันใกล้นี้ ตลาดก็เร่งหันหัวเรืออย่างรวดเร็ว

สินเชื่อภาคเอกชนเป็นทางเลือกทดแทนการกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือตลาดพันธบัตร และสามารถจัดสรรเงินทุนทั้งแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันและไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในเอเชียแปซิฟิกมีการใช้ประโยชน์จากภาคธุรกิจนี้น้อยมาก โดยสินทรัพย์หนี้ภาคเอกชนภายใต้การจัดการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคิดเป็นสัดส่วนแค่ 7% ทั้งๆ ที่ GDP ของภูมิภาคนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37% ของ GDP โลก[1]

สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว Private Debt Investor รายงานว่ากิจกรรมการระดมทุนในเอเชียก้าวนำหน้ายุโรปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2022[2] ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากที่ให้บริการสินเชื่อแบบไม่ผ่านตัวกลางประกาศแผนขยายธุรกิจไปยังเอเชีย ทั้ง Blackstone[3] ที่วางแผนเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สินเชื่อภาคเอกชนในเอเชียเป็นสิบเท่าเป็นอย่างน้อย 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ “ในระยะเวลาอันใกล้”, KKR[4] ซึ่งระดมเงินเข้ากองทุนเครดิตภูมิภาคเอเชียกองแรกของบริษัทได้ถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Apollo Global Management ที่ประกาศเปิดตัวกลยุทธ์สินเชื่อในเอเชียมูลค่า 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อเดือนมิถุนายน

เครื่องมือช่วยชีวิตที่สำคัญ

บริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกรายใหญ่กำลังขยายธุรกิจไปยังเอเชียเพื่อคว้าโอกาสในช่วงเวลาทอง เพราะในขณะที่ตลาดพันธบัตรผลตอบแทนสูงและสินเชื่อไม่มีหลักประกันทั่วโลกกำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนักหลังจากยุคดอกเบี้ยต่ำสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน เงินทุนภาคเอกชนจึงกลายเป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจต่างๆ ในภูมิภาคนี้กำลังต้องการอย่างมาก ซึ่งธุรกิจหลายรายยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากโควิด-19

แต่ในเมื่อธนาคารลังเลไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเพิ่มในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน กองทุนสินเชื่อภาคเอกชนจึงยังเป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับบริษัทที่ต้องการซื้อหุ้นนอกตลาด ซึ่งกำลังต้องการเงินทุนมาใช้ในการควบรวมและซื้อกิจการ นอกจากนี้ สินเชื่อภาคเอกชนยังช่วยอุดช่องว่างในการจัดหาเงินทุนสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทระดับยูนิคอร์นที่อยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ ‘มูลค่าของบริษัทลดลงในการระดมทุนรอบถัดไป’

เศรษฐกิจโลกซบเซาทำให้มูลค่าของบริษัทลดลงไปด้วย และอาจเป็นเช่นนี้ไปอีกสักพักกว่าที่บริษัทเอกชนจะมีโอกาสครั้งใหม่ที่มูลค่าธุรกิจจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้น ภาคธุรกิจต่างๆ อย่างเช่น เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มีแนวโน้มว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในเอเชีย โดยเติบโตมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ มาถึงหนึ่งทศวรรษ[5] ข้อสังเกตคือ บริษัทจำนวนมากในภาคธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ทำกำไร ดังนั้นจึงไม่มีทางโตได้ถ้าไม่ได้เงินทุนจากภายนอก ดังนั้น สินเชื่อภาคเอกชนจึงเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยชีวิตที่สำคัญ

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เน้นย้ำให้เห็นพัฒนาการของสินเชื่อภาคเอกชนในภูมิภาคนี้คือ การกำหนดกรอบกฎหมายที่จำเป็นเพื่อยอมรับรูปแบบหลักประกันแบบต่างๆ และเสนอระดับหลักประกันที่เหมาะสมให้กับนักลงทุน ถึงแม้ว่ากรอบกฎหมายในเอเชียแปซิฟิกจะยังคงไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วในภูมิภาคนี้กำหนดกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือเพียงพอแล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังดำเนินงานเพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายของตน[6] ซึ่งนี่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดนี้

โอกาสมากมาย

นักลงทุนที่มีประสบการณ์ช่ำชองในสินทรัพย์ทางเลือกในภูมิภาคกล่าวว่า สินเชื่อภาคเอกเชนไหลทะลักเข้ามา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว การลงทุนในกองทุนสินเชื่อภาคเอกชนแตกต่างจากพันธบัตรชนิดไม่มีหลักประกันที่ธนาคารเอกชนเสนอขายตรงที่เปิดโอกาสให้ลงทุนในพอร์ตสินเชื่อที่มีการจัดการ ซึ่งรับประกันด้วยการตรวจสอบสถานะการเงินอย่างเข้มงวด

ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อทางเลือก EquitiesFirst ทราบเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการตรวจสอบสถานะการเงินอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดความเสี่ยงด้วยกระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีซับซ้อนมากขึ้นในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และการบริหารความเสี่ยง

เรามองว่าการเติบโตของสินเชื่อภาคเอกชนในเอเชียแปซิฟิกเป็นสัญญาณว่าตลาดการเงินในภูมิภาคนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น จากแต่เดิมที่สินเชื่อธนาคารครองตลาดส่วนใหญ่ตลอด และเนื่องจากบรรดาธุรกิจและผู้ประกอบการหันไปพึ่งแหล่งสินเชื่อใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในการขยายธุรกิจ ตลาดของผู้ให้บริการสินเชื่อทางเลือกจึงมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

สินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น สินเชื่อจาก EquitiesFirst ก้าวทันการพัฒนาเหล่านี้ หนึ่งในข้อดีที่สำคัญที่สุดก็คือความยืดหยุ่นที่มาพร้อมกับสินเชื่อ สินเชื่อจากผู้ให้กู้แบบดั้งเดิมจะมีรูปแบบกำหนดไว้และเงื่อนไขตายตัว ทว่าสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำและยืดหยุ่น อีกทั้งยังไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำเงินทุนไปใช้

ที่สำคัญคือ สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันที่ EquitiesFirst นำเสนอให้กับนักลงทุนมืออาชีพ นักลงทุนที่มิใช่รายย่อย และนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดนั้น ทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นในระะยาวสามารถสร้างสภาพคล่อง โดยยังคงได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และเนื่องจากสินเชื่อมีการจัดโครงสร้างทั่วไปแบบไม่มีนสิทธิไล่เบี้ย นั่นหมายความว่า หากนักลงทุนไม่สามารถทำตามข้อกำหนดของสินเชื่อได้ ความรับผิดจะจำกัดอยู่แค่หลักทรัพย์ที่นำมาใช้ค้ำประกันสินเชื่อเท่านั้น

สินเชื่อภาคเอกชนและสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันยังไม่ค่อยแพร่หลายในเอเชียแปซิฟิก เมื่อเทียบกับยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบัน นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่สุดของโลกบางรายกล้าที่จะเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อภาคเอกชนในภูมิภาคนี้ ทำให้ช่องว่างที่มีอยู่แคบลงอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันและสินเชื่อภาคเอกชนจะไม่มีคำว่า 'ทางเลือก' กำกับไว้อีกต่อไปในเอเชีย และจะกลายมาเป็นส่วนสำคัญที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและน่าจับตามองในภาคธุรกิจการจัดสรรเงินทุน


[1] https://caia.org/blog/2021/07/08/time-to-consider-apac-in-your-private-lending-re-up

[2] https://www.privatedebtinvestor.com/could-2022-be-asias-breakthrough-year-for-private-credit/

[3] https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-05-30/blackstone-targets-5-billion-for-asia-private-credit-business

[4] https://citywireselector.com/news/kkr-raises-1-1bn-for-its-inaugural-asian-credit-fund/a2388587

[5] https://www.mckinsey.com/mgi/overview/in-the-news/what-is-driving-asias-technological-rise

[6] https://www.asianinvestor.net/article/capitalising-on-private-credit-investments-in-asia/473385