สหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ท่ามกลางความขัดแย้งในยุโรปที่กระทบต่อตลาดทุนและผลักให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ความผันผวนเป็นความท้าทายของนักลงทุนมาโดยตลอด แต่การนำสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในมือมาสร้างสภาพคล่องอาจจะช่วยให้นักลงทุนกระจายและจัดการความเสี่ยงได้
การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบสามปีไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ในตลาดตราสารทุนทั่วโลกดีขึ้นแต่อย่างใด การตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ 0.25% เมื่อวันที่ 16 มีนาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอเงินเฟ้อที่กำลังเพิ่มสูง ทว่า นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา นักลงทุนเกิดความกังวลว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจผลักให้เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากผลกระทบจากสงครามเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
สหรัฐฯ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ก่อนจะลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นศูนย์เมื่อโลกเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2020 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตลาดก็จับตามองว่าเมื่อไหร่ธนาคารกลางจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งเฝ้าติดตามสัญญาณชี้วัดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคา
เมื่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทำสถิติเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 40 ปี โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าในเดือนมกราคม การที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อไหร่นั้นเป็นข้อสรุปที่ทราบกันอยู่แล้ว หลังจากนั้นมีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 2.5% ภายในสิ้นปี 2022
แต่สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับตลาดตราสารทุนก็คือ ปัจจุบันเงินเฟ้อกำลังกดดันให้เฟดต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในเวลาที่ไม่เหมาะสม
การที่รัสเซียบุกยูเครนทำให้เกิดการคว่ำบาตรระหว่างประเทศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกถีบตัวสูงขึ้น และยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้ว ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ US$139.13 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา นี่เป็นเหตุผลให้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพื่อชะลอการขยับขึ้นของราคา แต่ในทางกลับกัน แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับระบบพลังงานทั่วโลกอาจส่งผลอย่างรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันพุ่งสูงสร้างผลเสียอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจมาโดยตลอดในอดีต โดยเฉพาะหลังสงครามยมคิปปูร์ในปี 1973 และการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงของสหรัฐอเมริกา
Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์โต้แย้งว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยเมื่อ 50 ปีก่อนไม่ได้มาจากราคาน้ำมัน แต่มาจากการตอบสนองทางนโยบาย โดยเตือนเฟดว่าอย่ายอมถูก “กลั่นแกล้ง” จนต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนกับในทศวรรษที่ 1970 อย่างเด็ดขาด
ยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่าเฟดจะตอบสนองอย่างไรในช่วงที่เหลือของปี 2022 ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพิจารณาจากความคืบหน้าของสงครามในยูเครน แต่ถึงกระนั้น ประวัติศาสตร์ก็ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น
หุ้นเติบโตได้รับผลกระทบอย่างหนักอยู่แล้ว เนื่องจากนักลงทุนต้องคำนึงถึงผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) สำหรับกระแสเงินสดในอนาคตด้วย จากข้อมูลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม มูลค่าของดัชนี US Nasdaq ร่วงลง 25% นับจากต้นปี
ในขณะที่ภาคธุรกิจเทคโนโลยีบางส่วนยิ่งดิ่งหนัก หุ้นสัญชาติจีนในสหรัฐฯ กอดคอพากันร่วง ในขณะที่ความกังวลว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมกับจีนและการนำมาตรการล็อกดาวน์ช่วงโควิดกลับมาใช้อีกครั้ง จะทำให้การเติบโตในอนาคตที่ดูสิ้นหวังอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก สินทรัพย์ดิจิทัลเองก็อยู่ในภาวะเลวร้ายไม่แพ้กัน โดยราคาของเงินดิจิทัลสกุลใหญ่ๆ ร่วงลงมา 30% ขึ้นไปในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม
หลุมหลบภัย
การจัดการความผันผวนเช่นนี้ถือเป็นความท้าทายของนักลงทุนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ถือหุ้นที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การจัดหาเงินทุนจากส่วนทุน (Equity financing) ที่มีการจัดโครงสร้างอย่างรอบคอบ จะช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นต้องทิ้งสิทธิประโยชน์ในการได้รับผลตอบแทนระยะยาวจากสินทรัพย์อ้างอิง
สินเชื่อที่ใช้หุ้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจะช่วยให้นักลงทุนจัดหาเงินทุนได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชนะสภาพเศรษฐกิจที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น หลังจากลงทุนในหุ้นเติบโตที่ให้ผลตอบแทนแข็งแกร่ง ผู้ถือหุ้นอาจจะพิจารณานำหุ้นส่วนหนึ่งในพอร์ตของตัวเองมาเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อนำไปลงทุนใน หุ้นคุณค่าที่มีคุณภาพสูง ซึ่งปกติมักจะให้ผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีเมื่อดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น
ผู้ถือหุ้นระยะยาวสามารถใช้การจัดหาเงินทุนจากส่วนทุน (Equity financing) เป็นช่องทางในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากหุ้นที่ใช้เป็นหลักประกันช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ให้สินเชื่ออยู่แล้ว นอกจากนี้ การจัดหาเงินทุนจากส่วนทุน (Equity financing) ยังช่วยให้นักลงทุนยังคงได้รับกำไรจากราคาหุ้นอ้างอิงในระยะยาว รวมถึงเงินปันผลด้วย
EquitiesFirst พร้อมร่วมงานกับนักลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited investor) นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง (Professional investor) และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง (Qualified investor) กลุ่มอื่น ๆ โดยจะนำประสบการณ์ด้านการทำธุรกรรมจัดหาเงินทุนแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมาใช้ในการหารือเกี่ยวกับวิธีลดความเสี่ยงในตลาดตราสารทุนท่ามกลางแนวโน้มว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
