เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และราคาพลังงาน ไปถึงความกังวลทางภูมิศาสตร์การเมืองเกี่ยวกับสงครามยูเครน ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่าตลาดทุนจะยังคงผันผวนต่อไป
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความคิดเห็นตรงกันในวงกว้างเกี่ยวกับวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลงทุน
ผลการศึกษาวิจัยครั้งสำคัญของ EquitiesFirst ร่วมกับ Institutional Investor พบว่า กลยุทธ์แบบสมาร์ทเบต้าได้รับความนิยมมากกว่าเมื่อมีการขอให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในสถาบันการเงินทั่วโลกจัดลำดับกลยุทธ์การลงทุนสองแบบที่เชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนสูงในอีกสองปีข้างหน้า โดยการลงทุนแบบสมาร์ทเบต้าได้รับความนิยมเป็นพิเศษจากนักลงทุนที่เน้นลงทุนในตลาดทุนที่มีสภาพคล่องและพัฒนามากที่สุดในโลก ส่วนนักลงทุนในตลาดที่กำลังพัฒนาชื่นชอบกลยุทย์การลงทุนเชิงรุกที่ใช้การวิเคราะห์พื้นฐานจากล่างขึ้นบนมากกว่า

ที่มาของรูปภาพ: https://equitiesfirst.com/int/ii-partnership/
การลงทุนแบบสมาร์ทเบต้าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนในตลาดแบบถือยาว โดยมีการนำกฎปัจจัยบางอย่างของการจัดการการลงทุน เชิงรุกมาประยุกต์ใช้ เช่น คุณค่า โมเมนตัม ความผันผวนต่ำ และคุณภาพ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การลงทุนแบบอิงตามดัชนีตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมองว่าการลงทุนแบบสมาร์ทเบต้าเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบและยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมให้กับพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และมีต้นทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ที่มีการจัดการแบบเชิงรุก
น้ำหนักของปัจจัยต่างๆ ที่ใช้กับกองทุนสมาร์ทเบต้าสามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงไป นั่นแปลว่ากองทุนประเภทนี้จะปรับสัดส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้บ่อยกว่ากองทุนดัชนีแบบดั้งเดิม[1]
ดังนั้น บางครั้งเราจึงเรียกกองทุน ETF แบบสมาร์ทเบต้าว่าเป็นกองทุน "กึ่งเชิงรุก" ซึ่งถึงแม้ว่าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มว่าจะสูงกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทกองทุนดัชนีแบบแพสซีฟที่อิงมูลค่าตามราคาตลาด แต่ค่าธรรมเนียมยังถือว่าต่ำกว่ากองทุนที่จัดการแบบเชิงรุกอย่างเห็นได้ชัด
สมดุลเปลี่ยนไปแล้ว
ปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์สำคัญคือ นักลงทุนค่อยๆ เอาใจออกหากจากกองทุนตราสารทุนที่มีการจัดการแบบเชิงรุก โดยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของกองทุนรวมดัชนีสูงกว่ากองทุนแบบเชิงรุกเป็นครั้งแรก[2] กองทุน ETF แบบสมาร์ทเบต้าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การลงทุนแบบอิงตามดัชนีเติบโตขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 16% ของสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ในกองทุน ETF ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ณ สิ้นปี 2022[3] และเมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตในปัจจุบัน คาดการณ์กันว่า AUM จะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2023
นอกจากจะเหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบันแล้ว เห็นได้ชัดว่ากลยุทธการลงทุนแบบสมาร์ทเบต้าเป็นที่นิยมเนื่องจากมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทนสูงถึง 15%[4] ในปีที่แล้ว แม้แต่ตอนที่ตลาดหลักปรับตัวลดลงประมาณ 20% โดยในบรรดากองทุนเหล่านี้ ปรากฏว่ากองทุน ETF ที่พิจารณาปัจจัยหลายอย่าง หรือ Multi-factor ETF (มีหลักการตรงกันข้ามกับกองทุนที่ให้น้ำหนักเพียงหนึ่งปัจจัย) ถือว่า "ได้รับความนิยมอย่างมาก"
ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกตลาด
อย่างไรก็ตามกองทุน ETF แบบสมาร์ทเบต้าอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในตลาดทุกแบบจากข้อมูลและบทสัมภาษณ์ที่ได้จากการสำรวจความคิดเห็นในการศึกษาวิจัยของ EquitiesFirst x Institutional Investorพบว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบนี้เหมาะกับตลาดที่พัฒนาแล้วในอเมริกาเหนือยุโรปและเอเชียแปซิฟิกมากกว่าตลาดกำลังพัฒนาหรือตลาดใหม่สาเหตุสำคัญเป็นเพราะประสิทธิภาพและปริมาณการเทรดที่แข็งแกร่งของตลาด
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่เน้นลงทุนในอเมริกาเหนือสังเกตเห็นว่า เป็นไปได้ยากที่กลยุทธ์การเลือกหุ้นแบบเชิงรุกจะเอาชนะตลาดในประเทศได้ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนที่เน้นลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วในช่วงสิบปีที่ผ่านมามักจะทุ่มเม็ดเงินจำนวนมากซื้อตราสารทุนที่มีมูลค่าตลาดสูงและถือยาวเพื่อรับผลตอบแทนอิงตามดัชนีที่เกี่ยวข้อง และลงทุนเป็นส่วนน้อยในหุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำและตลาดใหม่ เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเกินในตลาดรอบนอก
ในทางตรงกันข้าม ในตลาดใหม่ที่มีลักษณะสำคัญคือความไม่มีประสิทธิภาพ ผู้จัดการกองทุนที่มีทักษะสูงก็สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดในภาพรวมได้อย่างน่าเชื่อถือ
ในตลาดที่มีความเสี่ยงสูง/ผลตอบแทนสูงอย่างตลาดกำลังพัฒนาในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจลงทุนบางครั้งก็ไม่แน่นอนและมีปริมาณการซื้อขายเบาบาง ผลการศึกษาพบว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบกระจุกตัวโดยเลือกหุ้นคุณภาพ มักจะถูกมองว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูง
หากพิจารณาในภาพกว้าง ๆ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนแบบอิงตามดัชนีเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดทุน ส่วนนักลงทุนบุคคลทั่วไปก็สามารถนำแนวทางที่คล้ายคลึงกันมาใช้ผ่านกองทุนแบบสมาร์ทเบต้าได้
ปัจจุบัน มีกองทุน ETF แบบสมาร์ทเบต้าถึง 1,275 กองทุนจดทะเบียนในตลาด 48 แห่งใน 38 ประเทศทั่วโลก[5] ซึ่งหมายความว่านักลงทุนมีทางเลือกมากมาย นักลงทุนควรให้ความสนใจกับข้อแตกต่างที่สำคัญๆ ของกองทุนแต่ละกอง โดยจะต้องประเมินคุณค่าและความสัมพันธ์กับดัชนีในปัจจุบัน รวมไปถึงอคติและปัจจัยเฉพาะที่กลยุทธ์แต่ละแบบนำมาใช้ นอกจากนี้ยังควรพิจารณาว่าบริษัทใดบ้างที่ส่งผลต่อดัชนีอ้างอิงและบริษัทใดที่บริหารจัดการกองทุน ETF
หลังจากตัดสินใจเลือกกองทุน ETF แบบสมาร์ทเบต้าได้แล้ว นักลงทุนสามารถขอสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อให้มีสภาพคล่องมาซื้อกองทุนดังกล่าว การใช้ตราสารทุนหรือคริปโตมาเป็นหลักประกัน จะทำให้นักลงทุนมีแหล่งเงินทุนที่ยืดหยุ่น คุ้มค่า และเสถียร รวมทั้งช่วยให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนสถานะการลงทุนและกลยุทธ์ได้อย่างคล่องตัว โดยไม่ต้องเสียประโยชน์ที่จะได้รับจากการถือหลักทรัพย์อ้างอิงเหล่านั้นไป
ตลาดทุนทั่วโลกน่าจะยังมีความผันผวนต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนตราสารทุนในการเลือกทิศทางการลงทุน แบบสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนสถาบันชี้ว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบสมาร์ทเบต้าควรค่าแก่การพิจารณา
[1] https://www.ishares.com/us/education/smart-beta
[2] https://www.ft.com/content/27b5e047-5080-4ebb-b02a-0bf4a3b9bc08
[3] https://www.marketwatch.com/story/active-vs-passive-why-active-etfs-face-competition-from-quasi-active-smart-beta-funds-in-u-s-stock-market-11674157788
[4] https://www.ft.com/content/d1d866f3-2d65-43d5-801e-a6b303d01b38
[5] https://etfgi.com/news/press-releases/2022/12/etfgi-reports-smart-beta-etfs-listed-globally-gathered-us755-billion#:~:text=There%20were%201%2C275%20smart%20beta,at%20the%20end%20of%20November.
