COP26 ทำให้การปรับเปลี่ยนพอร์ตเป็นวาระที่สำคัญที่สุด

รายงานฉบับล่าสุดจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) ขององค์การสหประชาชาติที่เผยแพร่เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ได้ตอกย้ำเกี่ยวกับภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน

IPCC พบว่า อีกภายใน 50 ปี ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้คนกว่า 1 พันล้านคนเสี่ยงต่อน้ำท่วมมากขึ้นอย่างมาก และภายในปี 2100 สินทรัพย์ทั่วโลกมูลค่า 12.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจจะต้องเผชิญกับอุทกภัยริมชายฝั่งในรอบ 100 ปี ภายใต้สถานการณ์ระดับ "ปานกลาง" ของ IPCC[1]

รายงานผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศฉบับดังกล่าวทำให้ทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนมากขึ้นโดยหันเหความสนใจออกจากโมเดลเศรษฐกิจแบบเก่าที่มีการปล่อยคาร์บอนปริมาณมาก

ในบรรดาข้อตกลงจำนวนมากที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ผู้นำของโลกได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซมีเธนและพยายามให้ทั่วโลกเลิกใช้ถ่านหิน นักลงทุนภาคเอกชนก็ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองเช่นกัน โดยปัจจุบัน สินทรัพย์กว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเหลือศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่เหนืออุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5°C[2]

การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิมเหล่านี้จะส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรม ในหลาย ๆ กรณี ความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเหลือศูนย์จะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจของตัวเองอย่างเร่งด่วน ทว่า จากข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) มีเพียง 2 จาก 46 เทคโนโลยีและภาคธุรกิจด้านพลังงานเท่านั้นที่น่าจะทำตามเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ได้สำเร็จ[3]

ความเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกอย่างยากลำบาก เพราะถึงแม้ว่าบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลหลายแห่งจะพยายามสร้างอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม แต่ก็เร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่า ธุรกิจใดจะประสบความสำเร็จบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมที่ "เลิกปล่อยคาร์บอนได้ยาก" อย่างการบินและอุตสาหกรรมหนัก

ผู้ถือหุ้นหลายคนในภาคธุรกิจที่ไม่พึงประสงค์อีกต่อไปแล้ว เช่น เหมืองถ่านหิน อาจจะรู้สึกว่าอยากถอนการลงทุนออกมาก่อนที่มูลค่าของธุรกิจจะลดลงไปกว่านี้และกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้าง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากยังคงยืนยันเข้าไปมีส่วนร่วมและโน้มน้าวให้บริษัทเหล่านี้เปลี่ยนแปลง โดยตระหนักดีว่าหากพวกเขาถอนทุนทั้งหมด ก็จะทำให้บริษัทที่ "ปล่อยคาร์บอน" เหล่านี้ไม่อาจเปลี่ยนมาเป็นบริษัทสีเขียวได้สำเร็จ

ในฐานะผู้ให้บริการสภาพคล่องทางเลือกแก่นักลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited investor) นักลงทุนที่มั่งคั่งและประสบการณ์สูง (Sophisticated investor) นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง (Professional investor) และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง (Qualified investor) กลุ่มอื่น ๆ ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำธุรกรรมจัดหาเงินทุนแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน EquitiesFirst พร้อมแล้วที่จะร่วมงานกับนักลงทุนดังกล่าวที่กำลังมองหาวิธีกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนที่เน้นหนักไปทางธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนปริมาณมาก การจัดหาเงินทุนจากส่วนทุน (Equity financing) ช่วยให้ผู้ถือหุ้นสามารถนำคุณค่าจากบริษัทแบบดั้งเดิมมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนยังคงได้รับกำไรจากราคาหุ้นอ้างอิงในระยะยาว รวมถึงเงินปันผลด้วย

ธุรกรรมกับ EquitiesFirst มีการจัดโครงสร้างให้เป็นข้อตกลงการขายและการซื้อต่อ โดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากรายได้และข้อกำหนดในการเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม ตราบใดที่ผู้กู้สามารถชำระหนี้คืน EquitiesFirst ก็จะคืนหุ้นจำนวนเท่าเดิมให้แก่ผู้กู้เมื่อระยะสัญญาสิ้นสุดลง แต่หากผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินกู้ยืมแบบไม่มีสิทธิไล่เบี้ย (Non- Recourse) ได้ สิ่งที่ผู้กู้ยืมจะสูญเสียไปก็คือหุ้นที่วางประกันเอาไว้กับ EquitiesFirst เท่านั้น

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า โลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่อนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ต้องศึกษาก่อนที่นักลงทุนจะมั่นใจในอนาคตของบริษัทและภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งในระหว่างนี้ สภาพคล่องในพอร์ตการลงทุนสามารถมอบสภาพคล่องในการจัดสรรเงินทุนเพื่อการกระจายความเสี่ยงได้


[1] https://www.ipcc.ch/report/sixth-assessment-report-working-group-ii/
[2] https://www.gfanzero.com/press/amount-of-finance-committed-to-achieving-1-5c-now-at-scale-needed-to-deliver-the-transition/
[3] https://www.iea.org/topics/tracking-clean-energy-progress