ความกังวลเกี่ยวกับการขอสินเชื่อยิ่งทำให้ความต้องการสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มขึ้น

วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลกใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที หรือไม่ก็รอเวลาอีกไม่นานนัก[1] แต่ถึงกระนั้น ความกังวลเกี่ยวกับการขอสินเชื่อกลับพุ่งสูงทำลายสถิติในรอบสิบปี[2] สภาพการณ์เหล่านี้ส่งผลให้การจัดหาเงินทุนแบบก้าวหน้า (Progressive Capital) อย่างสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันจาก EquitiesFirst กลายมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อที่แท้จริง (เงินเฟ้อพื้นฐาน) ในสหรัฐอเมริกาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากลดลงในฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการประชุมอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน ในภาพกว้าง เห็นได้ชัดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั่วโลกอยู่ในขาลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พยากรณ์ว่าเงินเฟ้อจะลดลงจาก 8.7% ในปี 2022 มาเป็น 6.8% ในปี 2023 และจะลดลงมาอีกในปี 2024 จนมาอยู่ที่ 5.2%[3]

การจัดหาเงินทุนแบบก้าวหน้ากำลังได้รับความนิยม

ปัจจุบัน ความคิดเห็นแตกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวเมื่อไหร่และปรับลดเท่าใด[4] โดยเฟดเองก็คาดการณ์ว่าอัตราอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงจาก 5.25%-5.5% ในปัจจุบันมาเป็น 3.9% ภายในปี 2025[5] สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไม่มีใครคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้ศูนย์อีกครั้ง ดังนั้น วิธีจัดหาเงินทุนทางเลือก เช่น สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน จะกลายมาเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจและการลงทุน

อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ย้ำว่าการเข้าแทรกแซงเงินเฟ้อนั้นเป็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดย IMF คาดการณ์ว่าการขยายตัวของ GDP ทั่วโลกจะลดลงเล็กน้อย จาก 3% ในปีนี้ เหลือ 2.9% ในปี 2024 แม้ว่าจะไม่ได้ลดลงมากนัก แต่อย่าลืมว่า โลกของเรายังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2020 ที่แม้จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ดังนั้น ตัวเลขเล็กน้อยดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองอนาคตในแง่บวก ตัวอย่างเช่น PIMCO บริษัทจัดการกองทุนตราสารหนี้ ที่มองว่ามีโอกาสเกือบจะ “50-50” ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า[6]

ภาคการเงินจะตึงตัวมากขึ้นและยิ่งทำให้โลกต้องการวิธีจัดหาเงินทุนทางเลือก

บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายเห็นพ้องต้องกันมากขึ้นว่า ดอกเบี้ยรอบขาขึ้นทั่วโลกกำลังจะสิ้นสุดลง[7] อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มปรับตัวลดลงเมื่อไหร่[8] เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก แต่ผลกระทบของดอกเบี้ยสูงจะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อธุรกิจและผู้บริโภค

นักกลยุทธ์ของ JP Morgan ประมาณการณ์ว่า GDP จะได้รับผลกระทบจากสภาวะการเงินตึงตัวจนรู้สึกได้เป็นเวลาตั้งแต่หนึ่งถึงสองปี ผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 525 Basis point ระหว่างเดือนมีนาคม 2022 ถึงเดือนกรกฎาคม 2023 ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ อาจจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า[9]

สภาวะการเงินในเดือนตุลาคมอยู่ในระดับตึงตัวมากที่สุดในรอบหนึ่งปี และคาดว่าจะยังคงอยู่ในขาลงต่อไป

หุ้นธนาคารระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ อ่อนตัวลงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก 33 ล้านธุรกิจของสหรัฐฯ บริษัทเหล่านี้จ้างงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของงานในประเทศ และต้องพึ่งพาธนาคารขนาดเล็กและธนาคารระดับภูมิภาคเป็นอย่างยิ่ง[10] Goldman Sachs ประมาณการณ์ว่าเกือบ 70% ของสินเชื่อเงินกู้เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมาจากธนาคารที่มีสินทรัพย์ไม่ถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีก 30% มาจากธนาคารที่มีสินทรัพย์ไม่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อต้องรับแรงกดดันทางการเงิน ธนาคารเหล่านี้จะอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้าองค์กรและลูกค้าบุคคลทั่วไปน้อยลงและคิดดอกเบี้ยสูงขึ้น ข้อมูลจากสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติ (National Federation of Independent Business หรือ NFIB) ของสหรัฐฯ เผยว่า ธุรกิจขนาดเล็กต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยเกือบ 10% สำหรับสินเชื่อระยะสั้นในเดือนกันยายน และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้นี้[11]

สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้กู้จะได้รับเงินกู้ที่เรียกเก็บดอกเบี้ยคงที่และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ

สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันอาจช่วยลดความกังวเกี่ยวกับสินเชื่อที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนี NFIB ในเดือนกันยายนยังแสดงให้เห็นว่า เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงสินเชื่อ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก[12]

หลังจากเกิดวิกฤติการธนาคารในเดือนมีนาคม ในช่วงแรกระดับความกังวลก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ไม่มีสัญญาณสำคัญ ๆ ที่แสดงว่าการเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยากขึ้นแต่อย่างใด แต่เมื่อสภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้นจากการที่ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ[13] และผลตอบแทนจากพันธบัตรกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งซ้ำเติมบริษัทที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น[14]

ภาวะสินเชื่อตึงตัวมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) มากเป็นพิเศษ โครงการศึกษาวิจัยจำนวนมาก รวมถึงโครงการวิจัยของ OECD[15] ยืนยันว่า SME ที่พึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารมากกว่าธุรกิจกลุ่มอื่นๆ จะได้รับผลเสียจากภาวะสินเชื่อตัวมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถจัดหาเงินทุนจากตลาดทุน สินเชื่อทางการค้า หรือเงินทุนของบริษัทเอง

นอกจากนี้ SME ยังอ่อนไหวต่อสภาวะสินเชื่อมากกว่า เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการเรียกหลักประกัน หรือการกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยเร็วขึ้น เนื่องจากพวกเขามีอำนาจต่อรอง ระดับความน่าเชื่อถือ และสินทรัพย์ในมือที่จะนำมาวางเป็นหลักประกันน้อยกว่า[16] 

ช่วงเวลานี้เหมาะสำหรับการขอสินเชื่อโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

ธนาคารกำหนดนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ SME จึงจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนจากหลาย ๆ แหล่ง นอกเหนือจากการกู้ยืมแบบเดิม 

ท่ามกลางสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยสูง มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อมีความเข้มงวด และสภาพคล่องต่ำ สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันจาก EquitiesFirst เป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับใช้ทดแทนการขอสินเชื่อจากธนาคาร เพราะนอกจากจะเป็นสินเชื่อที่มีความยืดหยุ่น คุ้มค่า และไม่มีสิทธิไล่เบี้ย (Non- Recourse) แล้ว ยังไม่จำกัดวัตถุประสงค์ในการใช้เงินทุนด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีการจัดโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ แต่ความเสี่ยงทั่วไปยังอยู่ในระดับจำกัดเนื่องจากผู้ปล่อยกู้สามารถนำหุ้นหรือคริปโตที่เป็นหลักประกันมาใช้ชำระหนี้ได้ ส่งผลให้ผู้ปล่อยกู้สามารถกำหนดเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าเมื่อเทียบกับผู้ให้กู้กลุ่มอื่น ๆ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า SME กำลังตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก แต่ข่าวดีก็คือ สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเข้ามาปิดช่องว่างได้อย่างพอดิบพอดี และทำให้ "สินเชื่อทางเลือก" กลายมาเป็นแนวทางการจัดหาเงินทุนกระแสหลักที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของ SME


[1] https://www.reuters.com/markets/rates-bonds/end-is-sight-global-rate-hiking-cycle-2023-09-21/

[2] https://www.cnbc.com/2023/09/11/credit-crunch-worries-at-10-year-plus-igh-new-york-fed-survey-says.html

[3] https://www.imf.org/en/Publications/WEO#:~:text=Global%20headline%20inflation%20is%20expected,and%205.2%20percent%20in%202024.

[4] https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-11-13/goldman-sachs-morgan-stanley-diverge-on-fed-rate-cut-forecasts

[5] https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-11-13/goldman-sachs-morgan-stanley-diverge-on-fed-rate-cut-forecasts

[6] https://www.reuters.com/markets/recession-risk-coin-flip-over-next-year-pimco-2023-09-13/

[7] https://www.ft.com/content/18ccb74f-52c1-4d94-a7f1-5541b134d5c0

[8] https://www.cnbc.com/select/when-will-interest-rates-come-down/

[9] https://www.reuters.com/markets/us/financial-conditions-tighten-again-temper-heated-us-economy-mcgeever-2023-10-25/

[10] https://www.reuters.com/markets/us/financial-conditions-tighten-again-temper-heated-us-economy-mcgeever-2023-10-25/

[11] https://www.reuters.com/markets/us/financial-conditions-tighten-again-temper-heated-us-economy-mcgeever-2023-10-25/

[12] https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2023-10-11/cpi-clash-of-inflation-expectations-as-tighter-credit-bites

[13] https://www.axios.com/2023/08/14/banks-not-lending-svb-inflation-fed, https://finance.yahoo.com/news/banks-expect-to-tighten-loan-standards-for-rest-of-2023-fed-190303122.html

[14] https://www.imf.org/en/Blogs/Articles/2023/10/10/higher-for-longer-interest-rate-environment-is-squeezing-more-borrowers

[15] https://www.oecd.org/finance/SMEs-Credit-Crunch-Financing-Difficulties.pdf

[16] https://thefintechtimes.com/6-ways-for-smes-to-beat-the-credit-squeeze/