พลังงานสะอาดในจีนคือธีมการลงทุนน่าสนใจที่จะอยู่รอดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอนของจีนจะกลายเป็นธีมในระยะยาวที่วางใจได้ และยังเป็นแหล่งสร้างมูลค่าที่สำคัญของนักลงทุนในโลกที่ถูกรุมเร้าด้วยความไม่แน่นอนและภูมิศาสตร์การเมืองที่เปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว 

ถึงแม้ว่าการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาดในตลาดหลักอื่นๆ จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ทว่าในจีน ธีมการลงทุนนี้กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์มองหุ้นพลังงานสะอาดของจีนในแง่บวกกว่าของสหรัฐฯ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ของจีนได้อานิสงค์จากนโยบายที่เอื้อประโยชน์มากกว่า รวมถึงโอกาสในการเติบโตของรายได้มากกว่า[1]

ความวิตกกังวลที่มากขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของพลังงานอันเป็นผลมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังอาจทำให้เกิดความต้องการสินค้าจากผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจากจีนในระยะยาว และแม้ว่าความเสี่ยงด้านนโยบายจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจเทคโนโลยีและการศึกษาของจีน แต่ว่าภาคธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาดกลับได้ประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย และอาจจะเป็นอย่างนั้นต่อไปในอนาคตด้วย 

จีนจะยังคงเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนไปอีกหลายปี

ทุกวันนี้ ประเทศจีนเป็นผู้นำโลก[2] ด้านกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอยู่แล้ว และคาดว่าจะครองตำแหน่งนี้ไปอีกหลายปี ในอนาคต ภาคธุรกิจนี้จะเติบโตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการพยากรณ์ว่ากำลังการผลิตพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต[3]

สิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าวคือความมุ่งมั่นของประเทศในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 โดยจะมีการปล่อยคาร์บอนมากที่สุดภายในปี 2030[4]  ทั้งนี้ ธนาคารประชาชนจีนประมาณว่า การไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนต่อปีถึง 2.2 ล้านล้านหยวน (327,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ไปจนถึงปี 2030 และ 3.9 ล้านล้านหยวน (579,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ไปอีกสามทศวรรษจนถึงปี 2060[5]

อุปสรรคอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่จีนผลิตได้มากเกินกว่าระบบกริดจะรองรับได้ ดังนั้นในปีนี้ รัฐบาลจึงประมาณตัวเลขเอาไว้ว่าจำเป็นต้องทิ้งไฟฟ้าพลังงานลมอย่างน้อย 10% ที่ผลิตจากมองโกเลียในและไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตในชิงไห่ไปเปล่าๆ ด้วยเหตุผลนี้[6]

แต่ปัญหานี้จะค่อยๆ หมดไปเมื่อมีการนำระบบจัดเก็บพลังงานที่ดีกว่ามาใช้ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผน นอกจากนี้ การมีความยืดหยุ่นมากขึ้นก็ช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วยเช่นกัน โดยรัฐบาลจีนได้ตัดสินใจว่าจะเลิกกำหนดเป้าหมายกำลังการผลิต แต่หันมาโฟกัสกับการส่งเสริมการบริโภคพลังงานหมุนเวียนแทน ซึ่งนี่คือความพยายามพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ระบุไว้ในแผน 5 ปีฉบับล่าสุดที่มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2025 โดยแนวทางดังกล่าวน่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการมีอุปทานมากเกินไปได้เป็นอย่างดี[7]

หุ้นพลังงานแบบเก่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงใหม่ๆ ด้านอื่นก็เห็นได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน แต่ความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่น่ารำคาญใจมากที่สุดอาจจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ภัยแล้งรุนแรงทั่วโลกทำให้แม่น้ำและอ่างเก็บน้ำแห้งขอด ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำลดลงในปีที่ผ่านมา ในมณฑลเสฉวนของจีน ภัยแล้งไม่เพียงลดกำลังผลิตพลังงานไร้คาร์บอนลงโดยตรงเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดภัยคุกคามแบบใหม่กับห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและการล็อกดาวน์ที่เกิดจากโรคระบาดอยู่แล้ว[8]

การขาดแคลนพลังงานทำให้โรงงานผลิตในเสฉวนหยุดชะงักและส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตสารประกอบลิเทียมที่ใช้ในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและโพลีซิลิคอนที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตแผงโซลาร์

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่นอนว่าภัยแล้งและปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกนานแค่ไหน และต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าที่โรงงานเหล่านี้จะมีแหล่งพลังงานทางเลือกให้ใช้งาน เนื่องจากโรงงานบางแห่งในมณฑลเสฉวนดูเหมือนจะทำได้แล้ว

แต่เมื่อพิจารณาจากความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการพัฒนาภาคธุรกิจพลังงานสะอาดของประเทศให้มีเสถียรภาพ นี่ถือเป็นปัจจัยบวกอย่างหนึ่ง แต่แน่นอนว่าปัญหาต่างๆ อย่างเช่นภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม ก็เป็นสัญญาณเตือนและเป็นแรงกระตุ้นให้มีการพยายามลดการปล่อยคาร์บอนเร็วขึ้นกว่าเดิม

โอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นจากพลังงานสีเขียว

เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนเหลือศูนย์ (net-zero) ทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โซลูชันหนึ่งที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากทั่วโลกก็คือไฮโดรเจนสีเขียวที่แตกต่างจากไฮโดรเจนสีเทาหรือสีน้ำเงินตรงที่ผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียน เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศจีนได้ประกาศเป้าหมายว่าจะผลิตไฮโดรเจนสีเขียวในปริมาณถึง 200,000 ตันต่อปี และจะมียานพาหนะที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนประมาณ 50,000 คันภายในปี 2025

ภาคธุรกิจพลังงานสะอาดของจีนจะยังคงพัฒนาต่อไป ในขณะที่ประเทศมุ่งมั่นดำเนินการตามเป้าหมายปี 2060 นักลงทุนจำเป็นต้องยืดหยุ่นเพื่อเข้าไปคว้าโอกาสที่กำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น แล้วออกให้ทันในตอนที่ตลาดอิ่มตัวและเริ่มเข้าสู่ขาลง

สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยให้ผู้ถือหุ้นสามารถจัดการและกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้อย่างฉับไว ตัวอย่างเช่น โดยการจัดหาเงินทุนเพื่อเปิดโพสิชันในภาคธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของจีน โดยไม่จำเป็นต้องลดการลงทุนระยะยาวในภูมิภาคและภาคธุรกิจอื่นๆ ไป นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่น่าสนใจในการเพิ่มเงินลงทุนเพื่อกว้านซื้อหลักทรัพย์ในตอนที่ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าและสภาพคล่องน้อย โอกาสเกิดขึ้นและแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความยืดหยุ่นจึงพิสูจน์แล้วว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อการคงไว้และเพิ่มความมั่งคั่ง


[1] https://www.bloomberg.com/professional/blog/analysts-more-bullish-on-chinese-clean-energy-stocks-than-u-s/

[2] https://www.scmp.com/business/china-business/article/3161732/china-remain-renewable-energy-leader-strong-capacity-growth

[3] https://www.fitchratings.com/research/corporate-finance/chinas-new-plan-for-renewable-energy-development-focuses-on-consumption-19-06-2022

[4] http://english.www.gov.cn/policies/latestreleases/202110/24/content_WS61755fe9c6d0df57f98e3bed.html

[5] http://english.www.gov.cn/statecouncil/ministries/202107/02/content_WS60df0eaec6d0df57f98dc53f.html

[6] https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-06-06/china-s-renewable-energy-fleet-is-growing-too-fast-for-its-grid-l425v47z

[7] https://www.fitchratings.com/research/corporate-finance/chinas-new-plan-for-renewable-energy-development-focuses-on-consumption-19-06-2022

[8] https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-18/drought-fueled-power-crisis-in-china-poses-risk-to-clean-energy#xj4y7vzkg